พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน (หรืออาจเรียกว่า สมเด็จจิตรลดา, พระจิตรลดา) เป็นพระเครื่อง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508 - 2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ (ใบกำกับพระ) ซึ่งแสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์ และภาพพระสมเด็จจิตรลดา (เป็นภาพพระของเพื่อนคนหนึ่งคนใดที่ได้รับพระราชทานในคราวเดียวกัน) โดยทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า "ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมาแล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ" ดังเช่นในเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุด ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเมื่อ พ.ศ. 2514
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกแบบพระสมเด็จจิตรลดาด้วยพระองค์เอง โดยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย
พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขอบองค์พระด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อย มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ
- พิมพ์เล็ก กว้าง 1.4 เซนติเมตร สูง 2.1 เซนติเมตร หนา 0.5 เซนติเมตร
- พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2.2 เซนติเมตร สูง 3.2 เซนติเมตร หนา 0.5 - 1 เซนติเมตร
พระ สมเด็จจิตรลดา มีหลายสี ตามรุ่นที่ผลิต ได้แก่ สีน้ำตาล สีน้ำตาล-อมเหลือง สีน้ำตาล-อมแดงคล้ายเทียน สีดำอมแดง หรือ สีดำอมเขียว มีทั้งสีเข้มและอ่อน
มวลสารของพระสมเด็จจิตรลดา
มวล สารของพระสมเด็จจิตรลดา ประกอบด้วยเรซิน และผงพระพิมพ์ โดยทรงนำมาบดเป็นผง รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ โดยทรงใช้เวลาตอนดึกหลังทรงงาน มีเจ้าพนักงาน 1 คน คอยถวายพระสุธารส และหยิบสิ่งของถวายผงพระพิมพ์ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
- ส่วนที่ 1 ส่วนในพระองค์ ประกอบด้วย
- ดอกไม้ แห้ง จากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและ ได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระตลอดเทศกาล
- เส้นพระเจ้า ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง
- ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล
- สี ซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์
- ชันและสี ซึ่งทรงขูดจากเรือใบไมโครมด เป็นเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง
- ส่วนที่ 2 วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ] ถวาย ประกอบด้วย
- วัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด
- ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธชินสีห์วัดบวรนิเวศวิหารพระพุทธชินราชวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก
- ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาจากพระอารามหลวงที่สำคัญ
- ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย และประเทศศรีลังกาซึ่งสมณทูตได้ถวายเก็บไว้ในเจดีย์ที่วัดเสด็จ จังหวัดปทุมธานี
- ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากทุกจังหวัดในประเทศไทย เช่น จากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
- น้ำจากบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และน้ำอภิเษก
ข้อมูลอ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/พระสมเด็จจิตรลดา
ลักษณะขององค์พระและจุดสังเกตุ ในแต่ละรุ่น ขององค์พระ
พระพิมพ์ที่ทรงเริ่มสร้างในราวปลายปีพุทธศักราช 2508 และทรงพระราชทานในปพุทธศักราช 2508
ผิวองค์พระดูแห้ง แต่ชุ่มใสเล็กน้อย ปรากฏมวลสารต่างๆไม่ทั่วองค์พระ สีส่วนมากจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนอมเหลือง ความหนาโดยประมาณ 0.5 เซนติเมตร จำนวนที่ทรงสร้างไม่เกิน 100 องค์ และทรงสร้างพระพิมพ์เล็กร่วมด้วย แต่ทรงพระราชทานพิมพ์เล็กในราวต้นปีพุทธศักราช 2509 จะเป็นพระพิมพ์ที่ทรงสร้างขึ้นในราวปลายปีพุทธศักราช 2508 ทั้งหมด
พระพิมพ์ที่ทรงพระราชทานในปีพุทธศักราช 2509
ผิวองค์พระดูแห้ง แต่ชุ่มใสมากขึ้น ปรากฏมวลสารต่างๆเด่นชัดทั่วทั้งองค์พระ และปรากฏเม็ดผดขึ้นเล็กน้อยไม่ทั่วทั้งองค์พระ สีส่วนมากเป็นสีน้ำตาลอมแดงอ่อน ความหนาโดยประมาณ 0.5 เซนติเมตร จะเป็นพระพิมพ์ที่ทรงสร้างในช่วงสิ้นปีพุทธศักราช 2508 และในช่วงต้นปี 2509
พระพิมพ์ที่ทรงพระราชทานในปีพุทธศักราช 2510
ผิวองค์พระดูชุ่มใสมากขึ้น ปรากฏมวลสารต่างๆเด่นชัดขึ้นทั่วทั้งองค์พระ และปรากฏเม็ดผดขึ้นเล็กน้อยไม่ทั่วทั้งองค์พระ สีส่วนมากเป็นสีน้ำตาล,สีน้ำตาลอมเขียว และสีน้ำตาลแดงเม็ดมะขาม ความหนาโดยประมาณ 0.6 เซนติเมตร จะเป็นพระพิมพ์ที่ทรงสร้างขึ้นในช่วงกลางปีพุทธศักราช 2509 และในช่วงกลางปีพุทธศักราช 2510(พระที่ทรงสร้างในช่วงกลางปีพุทธศักราช 2509บางส่วนทรงคัดและนำไปบรรจุที่ฐานบัวหงายในองค์พระพุทธนวราชบพิตร)
พระพิมพ์ที่ทรงพระราชทานในปีพุทธศักราช 2511
ผิวองค์พระดูชุ่มใสมากขึ้น ปรากฏมวลสารปานกลาง จะปรากฏเด่นชัดด้านข้างและด้านหลัง และปรากฏเม็ดผดขึ้นเล็กๆ ทั่วทั้งองค์พระอย่างเด่นชัดกว่าองค์พระพิมพ์ที่ทรงพระราชทานทุกปี สีส่วนมากเป็นสีน้ำตาล และสีน้ำตาลอ่อน แลดูซีดๆ ความหนาโดยประมาณ 0.6-0.7 เซนติเมตร จะเป็นพระพิมพ์ที่ทรงสร้างขึ้นในช่วงปลายปีพุทธศักราช 2510 และในช่วงต้นปีพุทธศักราช 2500(จำนวนที่ทรงสร้างและพระราชทานมีมากที่สุด)
พระพิมพ์ที่ทรงพระราชทานในปีพุทธศักราช 2512
ผิวองค์พระดูชุ่มใสเป็นมัน บางองค์ปรากฏมวลสารต่างๆมากทั้งองค์พระ บางองค์ปรากฏมวลสารปานกลาง โดยมากจะปรากฏอยู่ด้านข้างองค์พระ และปรากฏเม็ดผดขึ้นเล็กๆไปทั่วทั้งองค์พระ สีส่วนมากเป็นสีน้ำตาลเข้ม บางองค์เป็นสีน้ำตาลอมเขียว เอกลักษณ์เฉพาะคือเริ่มมีความหนาและมันเงา ความหนาประมาณ 0.8 เซนติเมตร จะเป็นพิมพ์ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายปีพุทธศักราช 2511 และในช่วงกลางปีพุทธศักราช 2512 บางส่วนทรงพระราชทานให้แก่ข้าทหารที่จะออกไปร่วมรบในสมรภูมิต่างๆ เช่น เวียดนามและลาว
พระพิมพ์ที่ทรงพระราชทานในปีพุทธศักราช 2513
ผิวองค์พระดูชุ่มใสเป็นมัน บางองค์ปรากฏมวลสารต่างๆมากด้านหน้าองค์พระ และปรากฏเม็ดผดขึ้นเล็กๆไม่ทั่วทั้งองค์พระ สีส่วนมากเป็นสีน้ำตาลเข้ม เอกลักษณ์เฉพาะคือ มีความหนาโดยประมาณ 0.9-1.0 ซ.ม จะเป็นพระพิมพ์ที่ทรงสร้างในช่วงกลาง ถึงปลายปีพุทธศักราช 2512 ทั้งหมด(จำนวนที่ทรงสร้างไม่เกิน 300 องค์)



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น